หลายคนสังเกตว่าเงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลงเรื่อยๆ ทั้งที่ยอดในบัญชีไม่ได้ลดลงสักบาท คำอธิบายของเรื่องนี้คือ เงินเฟ้อ ซึ่งหมายถึงภาวะที่ราคาสินค้าและบริการโดยทั่วไปปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เงินจำนวนเดิมมีอำนาจซื้อลดลง เรื่องนี้ไม่ได้กระทบแค่ค่าครองชีพรายเดือน แต่กระทบถึงเงินออมระยะยาวและการวางแผนเกษียณด้วย

บทความนี้จะพาไปดูว่าเงินเฟ้อวัดกันอย่างไร ใครเป็นคนดูแล และนักลงทุนควรอ่านตัวเลขนี้เข้ากับพอร์ตของตัวเองแบบไหน

เงินเฟ้อวัดจากอะไร และใครเป็นคนดูแล

เงินเฟ้อวัดจากการเปลี่ยนแปลงของ ดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index) ซึ่งคือดัชนีที่คำนวณจากราคาสินค้าและบริการที่ครัวเรือนซื้อเป็นประจำ โดยกระทรวงพาณิชย์เก็บข้อมูลราคาจากแหล่งจำหน่ายทั่วประเทศแล้วเผยแพร่เป็นรายเดือน ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทยนำตัวเลขนี้ไปใช้กำหนดนโยบายการเงิน

เงินเฟ้อทำงานกับเงินของเราอย่างไร

1.กรอบเป้าหมายที่ใช้ยึดเหนี่ยวความคาดหวัง

ไทยใช้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อแบบยืดหยุ่น (Flexible Inflation Targeting) โดยคณะรัฐมนตรีอนุมัติให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วง 1-3% เป็นเป้าหมายนโยบายการเงินระยะปานกลาง เหตุผลที่ต้องมีกรอบไม่ใช่เพราะราคาที่สูงขึ้นเป็นสิ่งเลวร้ายที่ต้องกำจัดให้เหลือศูนย์ แต่เพราะราคาที่ขยับขึ้นอย่างช้าๆ และคาดเดาได้ ช่วยให้ธุรกิจกล้าลงทุนและครัวเรือนวางแผนใช้จ่ายได้

อีกฝั่งหนึ่งที่ ธปท. เฝ้าระวังคู่กันคือ เงินฝืด หรือภาวะที่ราคาสินค้าติดลบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง ฟังดูเหมือนดีสำหรับผู้ซื้อ แต่เมื่อผู้คนคาดว่าของจะถูกลงอีก ก็ชะลอการใช้จ่าย รายได้ธุรกิจหดตัว และการจ้างงานได้รับผลกระทบตามมา นี่คือเหตุผลที่นโยบายการเงินไม่ได้ตั้งเป้าให้ราคานิ่งสนิท

2.ผลตอบแทนที่แท้จริงคือตัวเลขที่ควรดู

จุดที่เงินเฟ้อเชื่อมกับการลงทุนโดยตรงคือแนวคิด ผลตอบแทนที่แท้จริง (Real Return) ซึ่งคำนวณจากผลตอบแทนที่ได้รับหักด้วยอัตราเงินเฟ้อ ตัวอย่างเช่น หากเงินฝากให้ดอกเบี้ยปีละหนึ่งหน่วย ขณะที่ราคาสินค้าปรับขึ้นสองหน่วยในปีเดียวกัน แม้ยอดเงินในบัญชีจะเพิ่ม แต่สิ่งที่ซื้อได้จริงกลับลดลง เงินก้อนนั้นจึงขาดทุนในเชิงอำนาจซื้อ ทั้งที่ตัวเลขบนสมุดบัญชีเป็นบวก

กลไกนี้อธิบายว่าทำไมการเก็บเงินไว้เฉยๆ ในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าเงินเฟ้อเป็นเวลานาน จึงไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัยอย่างที่รู้สึก โดยเฉพาะเงินก้อนที่ตั้งใจเก็บไว้ใช้อีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า

3.สินทรัพย์ตอบสนองต่อเงินเฟ้อไม่เหมือนกัน

เมื่อเงินเฟ้อเปลี่ยนทิศ สินทรัพย์แต่ละประเภทได้รับผลต่างกัน จึงเป็นเหตุผลที่การจัดพอร์ตควรพิจารณาปัจจัยนี้ประกอบ

  • เงินฝากและตราสารหนี้ระยะยาว ผลตอบแทนถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อระดับราคาสูงขึ้น มูลค่าที่แท้จริงของกระแสเงินสดในอนาคตจึงลดลง
  • หุ้น ธุรกิจที่ส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขายได้ มีโอกาสรักษารายได้ตามระดับราคาที่สูงขึ้น แต่ต้นทุนการเงินที่แพงขึ้นก็กดดันผลประกอบการเช่นกัน
  • ทองคำ มักถูกใช้เป็นเครื่องมือรักษามูลค่าในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อค่าเงินลดลง

ความต่างนี้ทำให้การกระจายข้ามสินทรัพย์มีความหมายมากขึ้นเมื่อทิศทางราคาไม่แน่นอน กรณีที่รุนแรงเป็นพิเศษคือเมื่อเงินเฟ้อสูงพร้อมกับเศรษฐกิจชะงักงัน ซึ่งอ่านต่อได้ที่ Stagflation คืออะไร?

คำถามที่พบบ่อย

Q: เงินเฟ้อสูงแปลว่าของแพงขึ้นทุกอย่างหรือไม่

A: ไม่จำเป็น อัตราเงินเฟ้อเป็นค่าเฉลี่ยจากตะกร้าสินค้าและบริการหลายหมวด บางหมวดอาจปรับขึ้นแรงขณะที่บางหมวดราคาลดลง ผู้บริโภคแต่ละคนจึงรู้สึกต่างกันตามรูปแบบการใช้จ่ายจริง ใครที่ใช้จ่ายกับหมวดที่ราคาขึ้นแรงมาก ย่อมรู้สึกว่าเงินเฟ้อสูงกว่าตัวเลขที่ประกาศ

Q: ควรทำอย่างไรเมื่อเงินเฟ้อสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

A: เริ่มจากแยกเงินเป็นสองส่วนให้ชัด เงินสำรองฉุกเฉินยังควรอยู่ในที่ที่เบิกได้ทันทีแม้ผลตอบแทนจะต่ำ ส่วนเงินระยะยาวจึงพิจารณาสินทรัพย์ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินเฟ้อ โดยกำหนดสัดส่วนตามระดับความเสี่ยงที่รับได้และระยะเวลาที่ยังไม่ต้องใช้เงิน

อ่านเงินเฟ้อให้เป็น แล้ววางแผนเงินได้แม่นขึ้น

เงินเฟ้อไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ไกลตัว แต่เป็นตัวแปรที่กำหนดว่าเงินเก็บของเราจะมีค่าเท่าไรในวันข้างหน้า การเข้าใจวิธีวัด กรอบเป้าหมายที่ทางการดูแล และแนวคิดผลตอบแทนที่แท้จริง ช่วยให้ตัดสินใจได้บนฐานของอำนาจซื้อจริง ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชี

Yuanta Securities พร้อมเป็นพันธมิตรการลงทุนของคุณ ด้วยประสบการณ์ยาวนานในตลาดทุนไทย ใบอนุญาตโบรกเกอร์หมายเลข 19 จาก ก.ล.ต. และเครื่องมือที่ช่วยให้คุณวางแผนพอร์ตให้เติบโตทันค่าครองชีพในระยะยาว

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Open Account Yuanta