นักลงทุนหลายคนคงเคยเห็นข่าวว่า "yield curve กลับหัว" แล้วตลาดหุ้นก็ปรับตัวลงตาม แต่ yield curve คืออะไรกันแน่? ทำไมนักวิเคราะห์ทั่วโลกถึงให้ความสำคัญ? Yield curve คือกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนกับอายุคงเหลือของพันธบัตรรัฐบาล ซึ่งถือเป็นเครื่องมืออ่านทิศทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดตัวหนึ่ง

บทความนี้จะอธิบายทุกมุมของ yield curve ตั้งแต่ความหมาย รูปแบบต่างๆ ไปจนถึงวิธีใช้ในการวางกลยุทธ์

Yield Curve คือเส้นบอกทิศทางผลตอบแทนตามอายุตราสารหนี้

Yield curve คือเส้นกราฟที่ลากจุดเชื่อมอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลหลายช่วงอายุเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระยะสั้น (เช่น 2 ปี) ไปจนถึงระยะยาว (เช่น 10 ปีหรือ 30 ปี) ซึ่งทุกจุดบน yield curve จะบอกว่าตลาดต้องการผลตอบแทนเท่าไรสำหรับตราสารหนี้แต่ละช่วงอายุ

รู้จัก 3 รูปแบบ Yield Curve และสัญญาณที่ซ่อนอยู่

1.Normal Yield Curve เศรษฐกิจเติบโตปกติ

ในสภาวะปกติ yield curve จะมีลักษณะลาดชันขึ้นจากซ้ายไปขวา หมายความว่าพันธบัตรอายุยาวให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรอายุสั้น เปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนฝากเงินประจำระยะยาวย่อมได้ดอกเบี้ยมากกว่าระยะสั้น เพราะนักลงทุนต้องรับความเสี่ยงด้านเวลาและสภาพคล่องมากกว่า รูปแบบนี้สะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังขยายตัวและนักลงทุนมีความเชื่อมั่น

2.Inverted Yield Curve สัญญาณเตือนเศรษฐกิจถดถอย

Inverted yield curve เกิดขึ้นเมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติ จากสถิติตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 จนถึงปัจจุบัน (ราว 60 ปี) yield curve กลับหัวเคยเกิดขึ้นราว 8 ครั้ง และเกือบทุกครั้งมีภาวะเศรษฐกิจถดถอยตามมาภายใน 1-2 ปี แม้จะมีบางครั้งที่เป็นสัญญาณเตือนที่คลาดเคลื่อน เช่น กรณีล่าสุดในปี 2022 ที่ yield curve กลับหัวยาวนานเป็นประวัติการณ์แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่ได้เข้าสู่ภาวะถดถอยตามที่คาด อย่างไรก็ตาม นักลงทุนมืออาชีพก็ไม่เคยมองข้ามสัญญาณนี้

ปรากฏการณ์นี้มักเกิดเมื่อธนาคารกลางปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้ดอกเบี้ยระยะสั้นพุ่งสูง ขณะที่ผลตอบแทนระยะยาวกลับไม่เพิ่มขึ้นตาม เพราะตลาดคาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวในอนาคต

3.Flat Yield Curve ช่วงเปลี่ยนผ่าน

Flat yield curve คือสภาวะที่ผลตอบแทนระยะสั้นและระยะยาวใกล้เคียงกัน มักเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนที่ yield curve จะเปลี่ยนจาก Normal ไปเป็น Inverted หรือกลับมาเป็น Normal อีกครั้ง ถือเป็นช่วงที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ

วิธีใช้ Yield Curve ในการวางกลยุทธ์การลงทุน

การติดตาม yield curve อย่างสม่ำเสมอช่วยให้นักลงทุนปรับพอร์ตได้ทันสถานการณ์ เมื่อ yield curve เริ่มชันขึ้น อาจเป็นจังหวะที่ดีในการเพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น เพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว

แต่หาก yield curve เริ่มแบนราบหรือกลับหัว ควรพิจารณาลดความเสี่ยง แบ่งกำไรออกมาถือเงินสดเพิ่มขึ้น หรือเพิ่มสัดส่วนกองทุนรวมตราสารหนี้ในพอร์ต เพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับนักลงทุนในตราสารหนี้โดยเฉพาะ yield curve ที่ชันขึ้นบ่งชี้ว่าควรเน้นตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยง ส่วน yield curve ที่แบนลงอาจเป็นโอกาสล็อคผลตอบแทนจากตราสารหนี้ระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

Q: Inverted yield curve เกิดขึ้นแล้วต้องขายหุ้นทันทีไหม

 A: ไม่จำเป็น เพราะจากสถิติในอดีต หลังเกิด yield curve กลับหัว ตลาดหุ้นมักยังปรับตัวขึ้นได้อีกระยะหนึ่งก่อนที่เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจริง นักลงทุนจึงยังมีเวลาปรับพอร์ต แต่ควรเริ่มวางแผนรับมือและลดความเสี่ยงอย่างค่อยเป็นค่อยไป

Q: Yield curve ของไทยต่างจากสหรัฐฯ อย่างไร?

A: Yield curve ของไทยมักได้รับอิทธิพลจาก bond yield ระยะยาวของสหรัฐฯ แต่ bond yield ระยะสั้นของไทยจะเคลื่อนไหวตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นหลัก จึงไม่ได้กลับหัวตามสหรัฐฯ เสมอไป นักลงทุนไทยควรติดตามทั้งสองตลาดประกอบกัน

อ่าน Yield Curve เป็น ลงทุนได้อย่างมั่นใจขึ้น

Yield curve เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนมองเห็นภาพรวมของตลาดการเงินได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะลงทุนในตราสารหนี้ หุ้น หรือกองทุนรวม Yuanta Securities พร้อมสนับสนุนการลงทุนของคุณด้วยประสบการณ์กว่า 49 ปี ใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. และบทวิเคราะห์เชิงลึกที่ช่วยให้คุณอ่านสัญญาณตลาดได้ก่อนใคร

 คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

Open Account Yuanta