ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศใช้มาตรการการซื้อขายที่ปรับปรุงใหม่เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตลาดทุน 

ปรับปรุงช่วงราคาซื้อขายใหม่ (Tick Size) รวมทั้งมีขยายเวลาซื้อขายเร็วขึ้นเป็น 08.00 น. ของ SET – TFEX ในผลิตภัณฑ์และสินทรัพย์อ้างอิงบางรายการ 

พร้อมปรับปรุงมาตรการซื้อขาย

 

มีผลตั้งแต่ 16 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

 

 

 

ฟ1.webp

SET ขยายเวลาทำการซื้อขายของหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ DR, DW และ ETF

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายเวลาซื้อขาย DR DW และ ETF อ้างอิงหลักทรัพย์ต่างประเทศ ให้เปิดซื้อขายเร็ว ขึ้นเป็น 08.00 น. เริ่ม 16 พ.ย. นี้ 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยขยายเวลาซื้อขายในช่วงเช้า (Day Session) ของหลักทรัพย์ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ต่างประเทศ ได้แก่ ตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) และกองทุนรวมอีทีเอฟและอีทีเอฟ ต่างประเทศ (ETF) ให้เริ่มซื้อขายได้ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. จากเดิม 10.00 น. โดยเวลาปิดซื้อขายยังคงเดิม เพื่อขยายโอกาสและ อำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนไทยสามารถเข้าถึงการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเวลาซื้อขายใหม่ จะมีผลตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป รายละเอียดดังนี้

ฟ2.webp

 

 

ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) สินค้ากลุ่ม Global-linked Product

 

ฟ3.webp

 

ฟ4.webp

 

การปรับปรุงเกี่ยวกับมาตรการการซื้อขาย

สรุป 8 ข้อ ปรับมาตรการการซื้อขาย ดังนี้ 

เพิ่มเติม1. ปรับลด Tick Size หุ้นราคา 5-50 บาท
2. ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมบัญชี High OTR
 ปรับปรุง3. เกณฑ์ราคาขายชอร์ต (Zero-Plus Tick / Uptick)
4. หลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้
5. ลักษณะการซื้อขายที่ต้องขี้นทะเบียน
 ยกเลิก6. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)
7. ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้
8. ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)

 

 

1. ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size) สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคา 5-50 บาทต่อหุ้น

     เพื่อช่วยลดส่วนต่างราคาและเพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ส่งผลให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง และเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาด

    

ฟ5.webp

    

2. ปรับปรุงเกณฑ์ราคาขายชอร์ต

     ในสภาวะปกติให้ใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick (ราคาขายชอร์ตต้องเท่ากับหรือสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งล่าสุด) แต่หากหลักทรัพย์ใดมีราคาปิดลดลงตั้งแต่ 10% จากราคาปิดของวันก่อนหน้า ให้ใช้เกณฑ์ Uptick (ราคาขายชอร์ตต้องสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งล่าสุด) ในวันทำการถัดไป 
     เพื่อชะลอแรงขายในช่วงตลาดผันผวน โดยไม่กระทบสภาพคล่อง และต้นทุนการซื้อขายในภาวะปกติ

 

3.  ปรับปรุงหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตโดยจำกัดเฉพาะหลักทรัพย์สภาพคล่องสูงเท่านั้น

      ได้แก่หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100 หลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures และหลักทรัพย์ประเภท DR และ ETF

 

4. ปรับปรุงลักษณะการซื้อขายที่ต้องขึ้นทะเบียนต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ

      โดยพิจารณาจากการใช้ช่องทางการส่งคำสั่งเฉพาะราย (Dedicated API) หรือการซื้อขายลักษณะ (High Frequency Trading: HFT) เช่น ความถี่/ความเร็วในการส่งคำสั่งซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน เป็นต้น เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างเหมาะสม

 

5. เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากบัญชีซื้อขายที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขายน้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR)

     ได้แก่ บัญชีซื้อขายที่มี OTR มากกว่า 50 เท่า และส่งคำสั่งเฉลี่ยมากกว่า 50 ครั้งต่อนาที จะมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมเฉพาะส่วนที่เกิน 15,000 รายการต่อวัน ในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) 
     เพื่อให้สะท้อนต้นทุนการใช้ทรัพยากรระบบงานที่แท้จริง และป้องกันการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่มีเจตนาจับคู่ซื้อขาย

 

6. ยกเลิกกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band (DPB) รายหลักทรัพย์

      เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขาย โดยเฉพาะในหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ

 

7. ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้

      เพื่อให้การกำกับดูแลการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มเป็นไปในแนวทางเดียวกัน สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพิ่มความยืดหยุ่นในการซื้อขาย และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนทุกกลุ่มเข้าถึงหลักทรัพย์ทุกประเภทได้อย่างเท่าเทียมกัน

 

8.  ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)

      เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการคำสั่งซื้อขายและลดภาระด้านระบบงานของบริษัทสมาชิก ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงยกเลิกมาตรการ Minimum Resting Time (MRT)

 

† รายละเอียดเกี่ยวกับ SET ขยายเวลาทำการซื้อขายของหลักทรัพย์ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ DR DW และ ETF คลิกที่นี่
† รายละเอียดเกี่ยวกับ TFEX ขยายเวลาซื้อขายสินค้ากลุ่ม Global-linked Product คลิกที่นี่
† รายละเอียดเกี่ยวกับสรุปมาตรการซื้อขาย คลิกที่นี่