เคยสงสัยไหมว่าทำไมนักเทรดบางคนคิดถูกทางบ่อยกว่าคิดผิด แต่พอสรุปยอดสิ้นเดือนพอร์ตกลับติดลบ? คำตอบมักไม่ได้อยู่ที่การเลือกหุ้น แต่อยู่ที่ Risk/Reward Ratio หรืออัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน

ซึ่งเปรียบเทียบว่า "ถ้าคิดผิดจะเสียเท่าไหร่" กับ "ถ้าคิดถูกจะได้เท่าไหร่" คนที่ยอมเสียมากแต่รีบเก็บกำไรน้อยทุกครั้ง ต่อให้ถูกทางบ่อยก็ยังขาดทุนสะสมได้ บทความนี้จะพาไปดูวิธีคำนวณ Risk/Reward Ratio จากกราฟจริง ความสัมพันธ์กับอัตราชนะ และกับดักที่ทำให้ตัวเลขนี้กลายเป็นแค่ตัวเลขสวยๆ

Risk/Reward Ratio คืออะไร? อธิบายให้เห็นภาพใน 1 นาที

Risk/Reward Ratio คืออัตราส่วนระหว่างระยะทางจากราคาเข้าซื้อถึงจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) เทียบกับระยะทางจากราคาเข้าซื้อถึงเป้าหมายราคา (Target) เขียนในรูป 1:2 หมายถึงยอมเสี่ยง 1 ส่วนเพื่อโอกาสได้ 2 ส่วน จุดสำคัญคือต้องกำหนดทั้งสองระดับก่อนกดคำสั่งซื้อ ไม่ใช่มาคิดหลังจากราคาวิ่งสวนทางไปแล้ว

คำนวณจากกราฟ ไม่ใช่จากความรู้สึก

ลองดูตัวอย่างเดินเรื่องแบบรูปธรรม สมมติคุณสนใจหุ้นตัวหนึ่งที่ราคา 50 บาท กราฟมีแนวรับชัดเจนที่ 48 บาท คุณจึงวางจุดตัดขาดทุนไว้ใต้แนวรับนั้น เท่ากับยอมเสี่ยง 2 บาทต่อหุ้น ส่วนแนวต้านถัดไปอยู่ที่ 56 บาท ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีเหตุผลรองรับ เท่ากับโอกาสได้ 6 บาทต่อหุ้น อัตราส่วนจึงเป็น 2 ต่อ 6 หรือ 1:3

จะเห็นว่าตัวเลขนี้ไม่ได้เกิดจากการเดา แต่มาจากโครงสร้างราคาบนกราฟ ใครที่ยังหาระดับเหล่านี้ไม่ชัด แนะนำให้ทบทวนเรื่องแนวรับแนวต้านก่อน เพราะเป็นเครื่องมือที่ใช้กำหนดทั้งจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายราคา

1.ทำไมชนะบ่อยถึงยังขาดทุนได้

กลไกอยู่ตรงนี้ อัตราส่วนที่ตั้งไว้จะกำหนดว่าคุณต้องคิดถูก "อย่างน้อยกี่ครั้ง" จึงจะเสมอตัว โดยคำนวณจากสูตร 1 หารด้วย (1 บวกกับอัตราส่วนฝั่งผลตอบแทน) ถ้าตั้ง 1:1 คุณต้องถูกอย่างน้อย 1 ใน 2 ครั้ง แต่ถ้าตั้ง 1:3 คุณถูกเพียง 1 ใน 4 ครั้งก็เสมอตัวแล้ว

ในทางกลับกัน คนที่ยอมขาดทุน 2 บาทแต่รีบขายทำกำไรที่ 1 บาท กำลังตั้งอัตราส่วนไว้ที่ 2:1 ซึ่งต้องคิดถูกถึง 2 ใน 3 ครั้งจึงจะเท่าทุน นี่คือเหตุผลที่สถิติ "ชนะบ่อย" เพียงอย่างเดียวบอกอะไรไม่ได้เลย หากไม่ดูควบคู่กับขนาดของกำไรและขาดทุนแต่ละครั้ง

2.กับดักที่ทำให้ตัวเลขไร้ความหมาย

ความผิดพลาดที่พบบ่อยมี 3 แบบ ได้แก่ การเลื่อนจุดตัดขาดทุนหนีเมื่อราคาวิ่งสวนทาง การตั้งเป้าหมายไกลเกินจริงเพื่อให้อัตราส่วนดูสวย และการเข้าไม้ใหญ่เกินกว่าที่พอร์ตรับไหว ทั้งสามอย่างทำให้แผนที่วางไว้บนกระดาษใช้ไม่ได้จริง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเน้นย้ำผ่านเนื้อหาด้าน Money Management ว่าการกำหนด Position Sizing หรือขนาดการลงทุนต่อไม้ ต้องทำล่วงหน้าพร้อมกับแผนขาดทุน และต้องมีวินัยทำตามเมื่อราคามาถึงจุดนั้นจริง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Risk/Reward Ratio

Q: Risk/Reward Ratio เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี?

A: ไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นกับกลยุทธ์ที่ใช้ กลยุทธ์เกาะแนวโน้มมักคิดถูกไม่บ่อยแต่ตั้งเป้าหมายไกล จึงต้องการอัตราส่วนสูง ส่วนกลยุทธ์เก็บกำไรสั้นคิดถูกบ่อยกว่าแต่กำไรต่อครั้งน้อย สิ่งที่ต้องดูคือความสอดคล้องระหว่างอัตราส่วนกับอัตราชนะของระบบตัวเอง ไม่ใช่ลอกตัวเลขจากคนอื่น

Q: Risk/Reward Ratio ใช้กับการลงทุนระยะยาวได้ไหม?

A: แนวคิดใช้ได้ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีหาตัวเลข นักลงทุนระยะยาวจะใช้มูลค่าพื้นฐานที่ประเมินไว้เป็นเป้าหมาย แทนแนวต้านบนกราฟ และใช้ระดับที่สมมติฐานการลงทุนผิดไปเป็นจุดทบทวน แทนจุดตัดขาดทุนแบบนักเทรดระยะสั้น

วางแผนก่อนกดซื้อ ให้ตัวเลขทำงานแทนอารมณ์

หัวใจของ Risk/Reward Ratio ไม่ใช่การทำนายตลาดให้แม่นขึ้น แต่คือการทำให้ทุกไม้ที่เข้ามีขอบเขตความเสียหายที่รู้ล่วงหน้า และมีผลตอบแทนที่คุ้มกับความเสี่ยงนั้น เมื่อวางกรอบไว้ชัดตั้งแต่ต้น การตัดสินใจตอนที่ตลาดผันผวนก็จะกลับมาอยู่ที่แผน ไม่ใช่ที่อารมณ์

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะโบรกเกอร์ที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หมายเลข 19 และเป็นส่วนหนึ่งของ Yuanta Group พร้อมสนับสนุนนักลงทุนด้วยเครื่องมือวิเคราะห์กราฟและบทวิเคราะห์บนแอป Streaming เพื่อให้คุณกำหนดจุดตัดขาดทุนและเป้าหมายราคาได้อย่างมีหลักการ

คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

technicial-Footer-Blog