ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนในบริษัทชั้นนำระดับโลก พร้อมทั้งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ต ผ่านการกระจายความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม การลงทุนในหุ้นต่างประเทศยังมีความเสี่ยงเฉพาะ เช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน กฎระเบียบของตลาดต่างประเทศ ช่วงเวลาทำการที่ต่างกัน และต้นทุนธุรกรรมที่มักสูงกว่าการซื้อขายหุ้นไทย
อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือ ต้นทุนธุรกรรมสำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ (Transaction cost)
เนื่องจากการลงทุนในหุ้นต่างประเทศมักมีต้นทุนธุรกรรมสูงกว่าการซื้อขายหุ้นไทย โดยเฉพาะ ค่าคอมมิชชัน (Commission) ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายหลักที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีการซื้อหรือขายหุ้น
แม้ค่าคอมมิชชันต่อรายการอาจดูเป็นตัวเลขไม่มาก แต่เมื่อซื้อขายอย่างต่อเนื่อง ต้นทุนเหล่านี้สามารถสะสมเป็นค่าใช้จ่ายจำนวนไม่น้อย และอาจส่งผลต่อผลตอบแทนสุทธิของการลงทุนในระยะยาว
- ทำไม "ค่าคอมมิชชัน" จึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด
ก่อนพิจารณาต้นทุนค่าคอมมิชชัน เราอาจต้องทำความเข้าใจกับการคิดค่าคอมมิชชันเบื้องต้นก่อน
โดยโครงสร้างค่าคอมมิชชัน ประกอบด้วย
- คอมมิชชันขั้นต่ำ (Minimum Commission) คือ จำนวนเงินขั้นต่ำที่โบรกเกอร์เรียกเก็บต่อ 1 รายการ
- อัตราคอมมิชชัน (Commission Rate) คือ ค่าคอมมิชชัน ที่คิดตามมูลค่าหรือจำนวนหุ้นที่ซื้อขาย
ยกตัวอย่างการคำนวณดังนี้
สมมติว่า นักลงทุนต้องการซื้อหุ้น XYZ จำนวน 3 หุ้น
โดยปัจจุบัน มีมูลค่า 200 ดอลลาร์ต่อหุ้น
กรณีที่ 1 ไม่มีต้นทุนธุรกรรมใดเลย
- มูลค่าการซื้อหุ้นครั้งนี้ เท่ากับ 600 ดอลลลาร์
กรณีที่ 2 มีการคิดแค่ค่าคอมมิชชัน ซึ่งคิดเฉพาะอัตราคอมมิชชัน ที่เท่ากับ 0.1 ดอลลาร์ต่อหุ้น
- มูลค่าการซื้อหุ้นครั้งนี้ เท่ากับ 600.3 ดอลลาร์
กรณีที่ 3 หากมีการคิดแค่ค่าคอมมิชชัน
โดยอัตราคอมมิชชัน เท่ากับ 0.1 ดอลลาร์ต่อหุ้น
พร้อมคิดคอมมิชชันขั้นต่ำไว้ที่ 5 ดอลลาร์
- มูลค่าการซื้อหุ้นครั้งนี้ เท่ากับ 605 ดอลลาร์
[หมายเหตุ: ตัวเลขข้างต้นเป็นสมมติเพื่ออธิบายกลไกการคำนวณเท่านั้น ไม่ใช่การเปรียบเทียบกับโบรกเกอร์ใด]
หลายคนอาจมองว่าค่าคอมมิชชันเพียงไม่กี่ดอลลาร์ต่อครั้งเป็นค่าใช้จ่ายเล็กน้อย แต่หากซื้อขายอย่างสม่ำเสมอ ต้นทุนเหล่านี้จะค่อย ๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งต้นทุนที่เสียไป ไม่ใช่เพียงเงินที่จ่ายเป็นค่าคอมมิชชันในแต่ละครั้ง แต่ยังมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในการนำเงินนั้นไปลงทุนเพิ่ม
ลองนึกภาพว่า นักลงทุนมีการซื้อ 1,000 หุ้นต่อเดือน
อัตราคอมมิชชัน เท่ากับ 0.1 ดอลลาร์ต่อหุ้น
ต้นทุนค่าคอมมมิชชัน จึงเท่ากับ 1,200 ดอลลาร์ต่อปี
ในระยะเวลา 10 ปี ค่าคอมมิชชันสะสม 12,000 ดอลลาร์ แต่หากเงินจำนวนเดียวกันนั้น ถูกนำไปลงทุนในหุ้นที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี เงินก้อนนั้นอาจสร้างผลตอบแทนได้ถึง 5,384 ดอลลาร์ หรือราว 175,000 บาท ซึ่งนี่ถือเป็นต้นทุนค่าเสียโอกาสของนักลงทุน
นี่เป็นเพียงตัวอย่างสมมติ หากค่าคอมมิชชันที่นักลงทุนต้องจ่ายนั้น สูงกว่านี้ หรือนักลงทุนสามารถเฟ้นหาการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงกว่า 8% ต่อปี ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้น ก็จะยิ่งสูงขึ้นไปอีก
[หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นเพียงการคำนวณสมมติที่ใช้อัตราผลตอบแทน 8% ต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้เพื่ออธิบายผลของ compounding เท่านั้น ไม่ใช่การคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนใดๆ และไม่รับประกันว่าผู้ลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในอัตรานี้ อัตราแลกเปลี่ยนใช้ 1 USD ≈ 32.50 บาท ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569
- Yuanta ขอเสนอต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ เพื่อโอกาสรักษาผลตอบแทน
ทั้งนี้ Yuanta มีโครงสร้างค่าคอมมิชชันที่ต่ำและค่อนข้างคงที่ โดยคิดค่าคอมมิชชันในการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เพียงอัตรา 0.05 ดอลลาร์ต่อหุ้น และมีขั้นต่ำที่ 1.5 ดอลลาร์
จุดเด่นของโครงสร้างลักษณะนี้ คือ ผู้ลงทุนสามารถคาดการณ์ต้นทุนการซื้อขายได้ง่าย และไม่ต้องกังวลว่าค่าคอมมิชชันจะเพิ่มขึ้นตามมูลค่าการลงทุนในอัตราที่สูง
ในทางตรงกันข้าม ยิ่งผู้ลงทุนต้องมีมูลค่าการซื้อขายในระดับสูง ยิ่งคุ้มค่าด้วยค่าคอมมิชชันขั้นต่ำที่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้
กำหนดให้ ราคาหุ้น เท่ากับ 200 ดอลลาร์ต่อหุ้น (ตลาดหุ้นสหรัฐฯ)
อัตราคอมมิชชัน เท่ากับ 0.05 ดอลลาร์ต่อหุ้น
คอมมิชชันขั้นต่ำ เท่ากับ 1.5 ดอลลาร์
กรณีที่ 1 นักลงทุนต้องการซื้อ 10 หุ้น
อัตราค่าคอมมิชชัน 0.5 ดอลลาร์
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ 1.5 ดอลลาร์
มูลค่าการซื้อขายรวม เท่ากับ 2,001.5 ดอลลาร์
เทียบแล้ว อัตราค่าคอมมิชชันต่อมูลค่าการซื้อขาย เท่ากับ 0.075%
กรณีที่ 2 นักลงทุนต้องการซื้อ 30 หุ้น
อัตราคอมมิชชัน 1.5 ดอลลาร์
คอมมิชชันขั้นต่ำ 1.5 ดอลลาร์
มูลค่าการซื้อขายรวม เท่ากับ 6,001.5 ดอลลาร์
เทียบแล้ว อัตราค่าคอมมิชชันต่อมูลค่าการซื้อขาย เท่ากับ 0.025%
กรณีที่ 3 นักลงทุนต้องการซื้อ 100 หุ้น
อัตราคอมมิชชัน 5 ดอลลาร์
คอมมิชชันขั้นต่ำ 1.5 ดอลลาร์
มูลค่าการซื้อขายรวม เท่ากับ 20,005 ดอลลาร์
เทียบแล้ว อัตราค่าคอมมิชชันต่อมูลค่าการซื้อขาย เท่ากับ 0.025%
จากกรณีตัวอย่าง จะพบว่า หากนักลงทุนซื้อหุ้นตั้งแต่ 30 หุ้นขึ้นไป ซึ่งถือเป็นจุดคุ้มทุน (Break-even number of shares) แล้ว หลังจากนั้น อัตราค่าคอมมิชชันต่อมูลค่าการซื้อขายจะคงที่ ไม่ว่ามูลค่าการซื้อขายจะสูงขึ้นเท่าใดก็ตาม
ไม่เพียงการลงทุนสำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ Yuanta ยังคงนำเสนอต้นทุนการซื้อขายหุ้นที่คุ้มค่า ทั้งใน
ฮ่องกง อัตราค่าคอมมิชชัน 0.20%
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ HKD 50
จีน อัตราค่าคอมมิชชัน 0.25%
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ CNY 50
- เวียดนาม อัตราค่าคอมมิชชัน 0.25%
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ VND 250,000 - ไต้หวัน อัตราค่าคอมมิชชัน 0.25%
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ NTD 500 - เกาหลีใต้ อัตราค่าคอมมิชชัน 0.25%
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ KRW 25,000 - ญี่ปุ่น อัตราค่าคอมมิชชัน 0.25%
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ JPY 1,500 - ออสเตรเลีย อัตราค่าคอมมิชชัน 0.25%
ค่าคอมมิชชันขั้นต่ำ AUD 12
หมายเหตุ: อัตราค่าคอมมิชชันข้างต้นเป็นข้อมูล ณ วันที่ 17 กรกฎาคม 2569 อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามที่บริษัทกำหนด ค่าคอมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุนธุรกรรม ยังมีค่าธรรมเนียมตลาด อากรแสตมป์ ภาษี withholding tax และค่า FX conversion (ถ้ามี) ที่ต้องจ่ายเพิ่ม
โครงสร้างค่าคอมมิชชันของ Yuanta จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ทยอยสะสมหุ้น หรือลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพราะโครงสร้างค่าคอมมิชชันที่ต่ำและคาดการณ์ได้ ช่วยให้บริหารต้นทุนได้ง่ายขึ้น และรักษาผลตอบแทนสุทธิของพอร์ตในระยะยาว
โครงสร้างค่าคอมมิชชันแบบต่อหุ้น (per-share) ของ Yuanta ในตลาดสหรัฐฯ มีลักษณะที่คงที่ต่อหุ้น ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการคาดการณ์ต้นทุนได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อมูลค่าการซื้อขายต่อรายการสูง อย่างไรก็ตาม โครงสร้างค่าคอมของแต่ละโบรกเกอร์แตกต่างกัน ผู้ลงทุนควรพิจารณาโครงสร้างค่าคอมฯ + ค่าใช้จ่ายอื่นทั้งหมด ควบคู่กับพฤติกรรมการลงทุนของตนเอง
และแม้ว่าปัจจุบัน โบรกเกอร์บางแห่งเริ่มเสนออัตราดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (FCD) ที่เชื่อมกับบัญชีลงทุน ทำให้เงินสกุลเงินดอลลาร์ที่ยังไม่ได้ถูกนำไปลงทุน สามารถสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของดอกเบี้ย FCD จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการลงทุนของแต่ละคน หากนักลงทุนมีเงินสดคงเหลือในบัญชีเป็นจำนวนมาก ดอกเบี้ยที่ได้รับก็อาจช่วยชดเชยต้นทุนการซื้อขายได้บางส่วน
แต่สำหรับผู้ที่มีเป้าหมายในการนำเงินส่วนใหญ่เข้าสู่ตลาด หรือทยอยสะสมหุ้นอย่างต่อเนื่อง เงินสดที่เหลืออยู่ในบัญชีมักมีไม่มาก ทำให้ดอกเบี้ย FCD ที่ได้รับลดลงตามไปด้วย และอาจไม่เพียงพอที่จะชดเชยต้นทุนค่าคอมมิชชันที่เกิดขึ้นจากการซื้อขาย
ดังนั้น การประเมินความคุ้มค่าของโบรกเกอร์จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะดอกเบี้ย FCD ที่ได้รับ แต่ควรมอง ต้นทุนสุทธิของการลงทุน ควบคู่กันด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนของตนเอง
- เพราะผลตอบแทนที่ดี ไม่ได้เกิดจากการเลือกหุ้นเพียงอย่างเดียว
การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้วัดกันแค่ว่าคุณเลือกหุ้นได้ถูกตัว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าคุณสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพียงใด
และสำหรับผู้ที่เน้นลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะหุ้นสหรัฐฯ การเลือกโบรกเกอร์ที่มีโครงสร้างค่าคอมมิชชันต่ำและคาดการณ์ได้ ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนในแต่ละธุรกรรม แต่ยังช่วยรักษาผลตอบแทนสุทธิของพอร์ตในระยะยาว
เพราะทุกดอลลาร์ที่ประหยัดจากค่าคอมมิชชัน คือทุกดอลลาร์ที่ยังคงอยู่ในพอร์ต และมีโอกาสเติบโตต่อผ่านพลังของผลตอบแทนทบต้น
ท้ายที่สุดแล้ว ผลตอบแทนที่ดี อาจไม่ได้มีเพียงขั้นตอนการเลือกหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่ยังคงขึ้นอยู่กับการบริหารต้นทุนการลงทุนให้มีประสิทธิภาพด้วยเช่นกัน
ศึกษารายละเอียดการลงทุนหุ้นต่างประเทศกับ Yuanta ได้แล้ววันนี้ที่ Yuanta Global Trading




