ในยุคที่ตลาดหุ้นผันผวนและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในประเทศต่ำลง นักลงทุนไทยหลายคนหันมาสนใจตราสารหนี้อเมริกามากขึ้น เพราะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรไทยถึง 2 เท่า พร้อมความมั่นคงระดับโลก 

  ในปี 2026พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีให้ผลตอบแทนประมาณ 4.07-4.20% ต่อปี ในขณะที่พันธบัตรออมทรัพย์ไทยให้เพียง 2.49% เฉลี่ย ความแตกต่างนี้ทำให้ตราสารหนี้อเมริกากลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างรายได้สม่ำเสมอและกระจายความเสี่ยงในพอร์ตการลงทุน บทความนี้จะพาคุณทำความรู้จักกับผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกา ข้อดี-ข้อควรระวัง และประเมินว่าเหมาะกับนักลงทุนประเภทไหน

ผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกาอยู่ที่เท่าไหร่?

  ผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกา (US Treasury Yield) ในปี 2026 อยู่ในช่วง 3.5-4.8% ต่อปี ขึ้นอยู่กับอายุของตราสาร โดยพันธบัตรระยะสั้น 2 ปีให้ผลตอบแทนประมาณ 3.56% พันธบัตรระยะกลาง 10 ปีให้ 4.07-4.20% และพันธบัตรระยะยาว 30 ปีให้สูงถึง 4.70-4.77% ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ให้เพียง 2-3% อย่างมีนัยสำคัญ

ทำความรู้จักตราสารหนี้อเมริกา

1.อัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับไทย

  ผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกาในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับทางเลือกการลงทุนในประเทศไทย 

  ตัวอย่างเช่น หากคุณลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีจำนวน 1 ล้านบาท ด้วยอัตราผลตอบแทน 4.2% คุณจะได้รับดอกเบี้ยประมาณ 42,000 บาทต่อปี ในขณะที่พันธบัตรออมทรัพย์ไทยจำนวนเดียวกันจะให้ดอกเบี้ยเพียง 24,900 บาทต่อปี ส่วนต่างนี้ทำให้นักลงทุนได้รับเงินเพิ่มถึง 17,100 บาทต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 70% มากกว่า

  สิ่งที่ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกาสูงขึ้นมาจากนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ที่ปรับขึ้นเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ทำให้ตราสารหนี้ที่ออกใหม่มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นตาม นอกจากนี้ความต้องการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนยังช่วยหนุนให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่น่าสนใจ

2.ความมั่นคงระดับโลกที่ไม่เพียงแค่ผลตอบแทน

  นอกจากผลตอบแทนที่สูงแล้ว สิ่งสำคัญที่ทำให้ตราสารหนี้อเมริกาโดดเด่นคือระดับความน่าเชื่อถือ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ มีอันดับเครดิต AA+ จากสถาบันจัดอันดับ S&P Global Rating ซึ่งถือเป็นระดับความน่าเชื่อถือสูงมาก เทียบกับพันธบัตรรัฐบาลไทยที่มีอันดับเครดิตอยู่ที่ BBB+ ซึ่งต่ำกว่าถึง 4 ระดับ

ความแตกต่างของอันดับเครดิตนี้สะท้อนถึงความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ ยิ่งอันดับสูงยิ่งมีความเสี่ยงต่ำ  ทำให้ตราสารหนี้อเมริกาถูกมองว่าเป็น "สินทรัพย์ปลอดภัย" ระดับโลก (Safe Haven Asset) ที่นักลงทุนทั่วโลกไว้วางใจ สถานการณ์นี้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือนักลงทุนสามารถได้รับทั้งผลตอบแทนที่สูงกว่าและความเสี่ยงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับการลงทุนในตราสารหนี้ไทย

3.ประเภทและระยะเวลาที่เหมาะกับเป้าหมายการลงทุน

  ตราสารหนี้อเมริกามีให้เลือกหลากหลายอายุ ตั้งแต่ระยะสั้น 1 เดือน ไปจนถึงระยะยาว 30 ปี แต่ละประเภทให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน 

  • Treasury Bills (T-Bills) อายุไม่เกิน 1 ปี เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการพักเงินระยะสั้นและสภาพคล่องสูง 
  • Treasury Notes (T-Notes) อายุ 2-10 ปี เป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักลงทุนระยะกลางที่ต้องการสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความยืดหยุ่น
  • Treasury Bonds (T-Bonds) อายุ 20-30 ปี เหมาะกับนักลงทุนระยะยาวที่ต้องการผลตอบแทนสูงสุดและพร้อมผูกมัดเงินลงทุนระยะยาว

ตราสารหนี้อเมริกาเหมาะกับนักลงทุนประเภทไหน

  นักลงทุนระมัดระวัง (Conservative Investor) ที่ไม่สามารถยอมรับการขาดทุนได้และต้องการความแน่นอนของเงินต้น ตราสารหนี้อเมริกาเป็นทางเลือกที่เหมาะสมเพราะมีรัฐบาลสหรัฐฯ เป็นผู้ค้ำประกันการจ่ายดอกเบี้ยและคืนเงินต้น ผลตอบแทนอยู่ที่ 3.5-4.8% ถือว่าดีกว่าเงินฝากธนาคารและพันธบัตรไทย

  นักลงทุนที่ใกล้เกษียณหรือเกษียณแล้ว ต้องการรายได้สม่ำเสมอเพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน การลงทุนในตราสารหนี้อเมริกาที่จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือนช่วยสร้างกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาว โดยเฉพาะ T-Notes อายุ 5-10 ปีที่ให้ผลตอบแทนสมดุล

  นักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยง ตราสารหนี้อเมริกามีความสัมพันธ์เชิงลบกับตลาดหุ้น (Negative Correlation) หมายความว่าเมื่อหุ้นลงตราสารหนี้มักจะขึ้น การเพิ่มสัดส่วนตราสารหนี้อเมริกาในพอร์ตช่วยลดความผันผวนโดยรวมและเป็นเสมือนเบาะนิรภัยในช่วงตลาดหุ้นปรับตัวลง

  สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นลงทุน สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับขั้นตอน ค่าใช้จ่าย และข้อควรระวังได้ที่บทความ "วิธีซื้อตราสารหนี้อเมริกา ภาษี ค่าใช้จ่าย ความเสี่ยง"

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกามีโอกาสสูงขึ้นหรือลดลงในอนาคต?

A: ผลตอบแทนขึ้นอยู่กับนโยบายดอกเบี้ยของ Fed หากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลงและเงินเฟ้อลดลง Fed อาจลดดอกเบี้ยนโยบาย ทำให้ผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ออกใหม่ลดลงตาม แต่ตราสารที่ซื้อไว้แล้วจะให้ผลตอบแทนคงที่จนครบอายุ นักวิเคราะห์คาดว่าผลตอบแทนจะอยู่ในกรอบ 3.5-4.5% ในปี 2025-2026 ทำให้ช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการล็อกผลตอบแทนระยะยาว

Q: นักลงทุนไทยต้องเสียภาษีอย่างไรเมื่อลงทุนตราสารหนี้อเมริกา?

A: ดอกเบี้ยจากตราสารหนี้อเมริกามีภาษีหัก ณ ที่จ่ายในสหรัฐฯ (ขึ้นอยู่กับประเภทตราสาร) และเมื่อนำเงินกลับเข้าไทยต้องเสียภาษีเงินได้ตามอัตราก้าวหน้า 0-35% นักลงทุนควรปรึกษาที่ปรึกษาทางภาษีเพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะสม ข่าวดีคือส่วนต่างจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งช่วยลดภาระภาษีได้บ้างหากค่าเงินบาทอ่อนค่า

Q: ลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือซื้อตรงดีกว่ากัน?

A: แต่ละวิธีมีข้อดีแตกต่างกัน การซื้อตราสารโดยตรงให้ผลตอบแทนเต็ม 100% แต่ต้องมีเงินลงทุนขั้นต่ำสูง (มักเริ่มต้น 1,000-10,000 USD) ส่วนการลงทุนผ่านกองทุนรวมหรือ ETF เริ่มต้นได้ต่ำกว่า มีผู้จัดการกองทุนคอยบริหาร และกระจายความเสี่ยงในหลายตราสาร แต่มีค่าธรรมเนียมการจัดการประมาณ 0.15-0.50% ต่อปี นักลงทุนควรเลือกตามเงินลงทุนและความพร้อมในการบริหารพอร์ตด้วยตนเอง

เริ่มต้นสร้างรายได้สม่ำเสมอด้วยตราสารหนี้อเมริกา

  ผลตอบแทนตราสารหนี้อเมริกาที่สูงกว่าพันธบัตรไทยถึง 2 เท่า พร้อมความมั่นคงระดับโลก ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการสร้างรายได้สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงในพอร์ต การเข้าถึงตราสารหนี้อเมริกาในปัจจุบันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ไม่ว่าจะเป็นการซื้อตราสารโดยตรงหรือลงทุนผ่านกองทุน ทั้งสองทางเลือกต่างมีข้อดีที่เหมาะกับนักลงทุนแต่ละประเภท

  Yuanta Securities พร้อมเป็นพันธมิตรการลงทุนของคุณด้วยบริการ Global Plus ที่เชื่อมโยงตลาดทุนสหรัฐฯ โดยตรง ประสบการณ์กว่า 49 ปี และใบอนุญาต ก.ล.ต. โบรกเกอร์หมายเลข 19 ทีมที่ปรึกษาการลงทุนมืออาชีพพร้อมช่วยวิเคราะห์และแนะนำตราสารหนี้ที่เหมาะกับเป้าหมายของคุณ เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศได้ที่ https://www.yuanta.co.th/ หรือปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อเริ่มต้นสร้างรายได้สม่ำเสมอจากตราสารหนี้อเมริกาได้วันนี้

Open Account Yuanta