ในโลกของตราสารหนี้ สองชื่อที่นักลงทุนได้ยินบ่อยที่สุดคือพันธบัตรและหุ้นกู้ แต่หลายคนยังสับสนว่าสองอย่างนี้ต่างกันตรงไหน เมื่อพูดถึง พันธบัตรกับหุ้นกู้ ทั้งคู่มีหลักการเดียวกันคือการที่เราให้ผู้ออกกู้ยืมเงินเพื่อแลกกับดอกเบี้ยตามงวดที่กำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ความต่างสำคัญอยู่ที่ "ผู้ออก" โดยพันธบัตรรัฐบาลออกโดยภาครัฐและมีรัฐค้ำประกัน ส่วนหุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชนและไม่มีรัฐค้ำประกัน จุดนี้เองที่ทำให้ระดับความเสี่ยงของทั้งสองแตกต่างกัน
บทความนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดก่อนตัดสินใจเลือกลงทุน
พันธบัตรกับหุ้นกู้ต่างกันตรงไหน
พันธบัตรกับหุ้นกู้ต่างกันหลักๆ ที่ผู้ออกและการค้ำประกัน พันธบัตรรัฐบาลออกโดยกระทรวงการคลังและมีรัฐบาลค้ำประกันการชำระคืน ส่วนหุ้นกู้ออกโดยบริษัทเอกชนซึ่งการชำระคืนขึ้นอยู่กับฐานะและผลประกอบการของบริษัท ความต่างนี้ส่งผลต่อทั้งความเสี่ยงและอัตราดอกเบี้ยที่เสนอให้
เปรียบเทียบพันธบัตรกับหุ้นกู้ในมุมที่นักลงทุนต้องรู้
1. ผู้ออกตราสารและการค้ำประกัน จุดต่างที่สำคัญที่สุด
เริ่มจากด้านผู้ออกและการค้ำประกัน ซึ่งเป็นหัวใจของความแตกต่าง พันธบัตรรัฐบาลถือเป็นตราสารหนี้ที่เสี่ยงต่ำที่สุดในตลาด เพราะผู้ออกคือรัฐบาลที่มีอำนาจจัดเก็บภาษีมารองรับการชำระหนี้ ทำให้โอกาสผิดนัดชำระต่ำมาก
ในทางกลับกัน หุ้นกู้เอกชนไม่มีรัฐค้ำประกัน หากบริษัทผู้ออกประสบปัญหาทางการเงิน ผู้ลงทุนก็มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินต้นหรือดอกเบี้ยคืนตามกำหนด จุดนี้จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของหุ้นกู้จึงสำคัญ โดยข้อมูลอ้างอิงหาได้จากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)
2. ผลตอบแทน ทำไมหุ้นกู้มักให้ดอกเบี้ยสูงกว่า
ถัดมาคือด้านผลตอบแทน โดยทั่วไปหุ้นกู้เอกชนมักเสนอดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่า พูดง่ายๆ คือผลตอบแทนที่มากขึ้นมาพร้อมความเสี่ยงที่มากขึ้นเสมอ ไม่มีของฟรีในตลาด
3. สภาพคล่องและการเข้าถึง เลือกให้เหมาะกับความเสี่ยงที่รับได้
ด้านสภาพคล่องและการเข้าถึง ปัจจุบันนักลงทุนรายย่อยสามารถซื้อทั้งพันธบัตรและหุ้นกู้ได้ผ่านสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ โดยพันธบัตรบางรุ่นออกแบบมาเพื่อรายย่อยโดยเฉพาะ
ตัวอย่างการเลือกจริงคือ หากคุณเป็นนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและปกป้องเงินต้นเป็นหลัก พันธบัตรรัฐบาลเหมาะเป็นฐานของพอร์ต แต่หากรับความเสี่ยงได้มากขึ้นและต้องการดอกเบี้ยที่สูงกว่า หุ้นกู้ของบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือดีก็เป็นทางเลือกเสริมได้
4. ความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยร่วมที่มองข้ามไม่ได้
นอกจากความเสี่ยงด้านเครดิตแล้ว ตราสารหนี้ทั้งสองประเภทยังมีความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยร่วมกัน กล่าวคือเมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้น ราคาของตราสารหนี้ที่ถืออยู่มักปรับลง เพราะตราสารรุ่นใหม่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าจึงทำให้ตราสารเดิมน่าสนใจน้อยลง และผลกระทบนี้จะยิ่งมากขึ้นในตราสารที่มีอายุคงเหลือยาว
ดังนั้นหากคุณตั้งใจถือจนครบกำหนดอายุ ความผันผวนของราคาระหว่างทางก็จะกระทบน้อยกว่าการขายก่อนครบกำหนด การเลือกอายุตราสารให้เหมาะกับระยะเวลาที่ต้องการใช้เงินจึงเป็นอีกปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม
โดยสรุป การเลือกระหว่างพันธบัตรกับหุ้นกู้ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้และเป้าหมายผลตอบแทน ไม่มีคำตอบตายตัวว่าอย่างไหนดีกว่า หากอยากเข้าใจกลไกอัตราผลตอบแทนที่ใช้กับตราสารหนี้ทั้งสองประเภท ศึกษาต่อได้ที่บทความ Bond Yield คืออะไร เข้าใจอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่นักลงทุนต้องรู้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: หุ้นกู้มีรัฐบาลค้ำประกันไหม?
A: ไม่มี หุ้นกู้เป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยบริษัทเอกชน การชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยขึ้นอยู่กับฐานะและผลประกอบการของบริษัทผู้ออก ต่างจากพันธบัตรรัฐบาลที่มีรัฐบาลค้ำประกัน ดังนั้นก่อนลงทุนหุ้นกู้ควรพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือของผู้ออกเสมอ
Q: มือใหม่ควรเริ่มจากพันธบัตรหรือหุ้นกู้?
A: ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ พันธบัตรรัฐบาลมีความเสี่ยงต่ำกว่าและมีรัฐค้ำประกัน จึงเหมาะเป็นฐานเริ่มต้นสำหรับผู้ที่เน้นความมั่นคง ส่วนหุ้นกู้ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าแต่มีความเสี่ยงด้านเครดิต จึงควรเริ่มเมื่อเข้าใจการประเมินความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ออกแล้ว
เลือกตราสารหนี้ให้ตรงกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ
การเข้าใจความต่างระหว่างพันธบัตรกับหุ้นกู้ ทั้งเรื่องผู้ออก การค้ำประกัน และความเสี่ยง ช่วยให้คุณจัดสัดส่วนตราสารหนี้ในพอร์ตได้อย่างเหมาะสมกับเป้าหมายของตัวเอง Yuanta Securities ในฐานะบริษัทหลักทรัพย์ที่ได้รับ ใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. โบรกเกอร์หมายเลข 19 พร้อมให้คำแนะนำและบริการด้านการลงทุนตราสารหนี้ รวมถึงบริการบริหารความมั่งคั่งผ่าน Yuanta Wealth ที่ wealth.yuanta.co.th เพื่อช่วยให้คุณวางแผนพอร์ตได้อย่างมั่นคง
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต ตราสารหนี้ภาคเอกชนมีความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออก และไม่มีการค้ำประกันจากภาครัฐ





